เคล็ดวิธีที่นักลงทุนมือใหม่ใหม่จำเป็นจะต้องรู้

สำหรับนักลงทุนมือใหม่นั้นยังมีหลายสิ่งที่จำเป็นต้องทำความเข้าใจ ด้วยเหตุนั้นบทความนี้ก็เลยนำเคล็ดวิธีดีๆมาให้นักลงทุนมือใหม่มาให้ได้ทำความเข้าใจกัน มาดูกันว่ามีวิธีการอะไรบ้าง

เคล็ดวิธีที่ 1 ลงทุนในตัวเอง

คนไม่ใช่น้อยอาจจะได้ยินคำว่า “การลงทุนที่สุดยอด เป็นการลงทุนในตัวคุณเอง” ซึ่งแน่นอนว่านี่เป็นคำพูดที่ได้รับความนิยมของนักลงทุน หนึ่งในเศรษฐีของโลก อย่าง วอร์เรน บัฟเฟต ด้วยเหตุนี้ก่อนที่จะเริ่มลงลงทุนจำเป็นจะต้องที่จะเรียนยัดเยียดข้อหารู้เสริมเติมเสียก่อน และไม่จำเป็นต้องไปเสียเงินเสียทองเรียน เพราะว่าในเครือข่ายสังคมก็มีให้เรียนฟรี หรือ หาอ่านจากหนังสือดีๆธรรมดา ก็เพียงพอแล้วสำหรับในการลงทุนในขั้นต้น
ด้วยเหตุนี้คำว่า การลงทุนในตัวเอง ทั้งในด้านวิชาความรู้รวมทั้งเรื่องของสุขภาพ แน่นอนว่าจะไม่มีผู้ใดสามารถมาแย่งทั้งสองสิ่งนี้ไปจากคุณได้ ซึ่งการลงทุนอย่างนี้ยิ่งคุณลงทุนเยอะแค่ไหน มันก็จะยิ่งเติบโต ยิ่งดีขึ้น อย่างแน่แท้ แล้วก็นี่เป็นการลงทุนที่ดีกว่าการลงทุนในเงินทองอะไรก็แล้วแต่ทั้งหมดทั้งปวง โปรดจำเอาไว้อยู่เป็นประจำว่าตัวคุณเองเป็นเงินที่สำคัญที่สุด

เคล็ดลับที่ 2 รู้จักตัวเอง

อย่างที่ทุกคนเข้าใจกันอยู่ว่าการที่เข้ามาลงทุนนั้นย่อมอยากได้กำไรหรือผลตอบแทนที่มากขึ้นเรื่อยแม้กระนั้นโน่นก็ไม่ได้หมายความว่าจำเป็นจะต้องมุ่งค้ากำไรสูงสุดเพียงอย่างเดียวเท่านั้นเอง รวมทั้งสิ่งที่จำเป็นที่ควรต้องคุณต้องรู้ก่อนเลยนั้นก็คือ “จุดหมายสำหรับในการลงทุนจะต้องชัด” ตัวอย่างเช่น ถึงแม้คุณต้องการลงทุนเพื่อเก็บไว้ใช้ในยามปลดเกษียณ หรือ อยากได้เงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือ เพื่อเก็บไว้เป็นมรดกให้กับลูกหลาน ซึ่งเหล่านี้เป็นเป้าหมายการลงทุนที่โล่งชัด คูณก็จะสามารถเลือกทางแล้วก็วิธีการลงทุนให้ออกมาอย่างเหมาะควรกับคุณและก็นำพาไปสู่จุดหมายปลายทางได้จริง
และก็ที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือจำเป็นต้องรู้ตัวเองว่า ตัวคุณนั้นสามารถรับการเสี่ยงได้แค่ไหน? แล้วก็อย่าคิดถึงหากแม้กำไรเพียงอย่างเดียว

เคล็ดวิธีที่ 3 เงินทุนสำรอง

แม้ว่าจะไม่ค่อยเกี่ยวกับการลงทุนโดยตรง แต่สิ่งของที่มีความจำเป็นที่ทุกคนต้องมีนั้นก็คือ เงินออม หรือ เรียกอีกอย่างว่าเงินทุนสำรองเผื่อรีบด่วน อย่างน้อยคุณจะต้องมีเงินออมอยู่ที่คร่าวๆ 3-6 เท่าของรายการจ่ายเฉลี่ยต่อเดือนรวมถึงควรจะเก็บไว้ที่ที่สามารถนำเงินออกมาใช้ได้อย่างรวดเร็วและก็การเสี่ยงต่ำด้วย ยกตัวอย่าง เช่น เงินออมออมทรัพย์ หรือ กองทุนรวมตลาดเงินตรา อื่นๆอีกมากมาย

เคล็ดวิธีที่ 4 ใช้เงินเย็น

แน่นอนว่าการลงทุนในหุ้นนั้นย่อมมี “การเสี่ยง” โดยเหตุนี้เงินที่คุณจะเอามาลงทุนควรจะเป็น “เงินเย็น” หรือบอกให้เข้าใจอย่างง่ายๆนั่นก็คือ เงินที่คุณไม่ได้ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือ เงินที่คุณนั้นสามารถเสียมันไปโดยที่ไม่ตกยาก รวมทั้งของจำเป็นเป็นอย่าใช้เงินกู้ยืม สำหรับเพื่อการเล่นหุ้นโดยเด็ดขาด เพราะว่านั้นทำให้คุณจะต้องมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบทั้งยังดอก รวมทั้งรายการจ่ายอื่นๆตามมา ซึ่งแม้คุณขาดทุนอย่างยิ่งโน่นก็จะทำให้คุณมีหนี้ตามมานั่นเอง

เคล็ดวิธี 5 รู้จักหุ้นที่จะลงทุน

สิ่งของที่มีความจำเป็นก่อนจะคุณจะเล่นหุ้นหมายคือ คุณต้องเข้าใจแตกต่างระหว่างคำว่า “เล่นหุ้น” กับ “การลงทุนในหุ้น” ซะก่อน คำว่า เล่นหุ้น นั้น โดยปกติถูกใจเป็นการเล่นเก็งกำไรในระยะสั้นๆจากส่วนต่างของราคาหุ้น ส่วน การลงทุนในหุ้นนั้น จะย้ำไปที่การลงทุนระยะยาว โดยดูที่พื้นฐานของหุ้นเป็นหลัก ซึ่งจำเป็นต้องมุ่งมาดปรารถนาผลตอบแทนจากการเติบโตของบริษัท และก็ยังแล้วก็เงินโบนัสเป็นหลัก ถ้าเกิดให้ชี้แนะสำหรับมือใหม่ ควรจะเริ่มลงทุนระยะยาวก่อน อย่าพึ่งจะไปเล่น เก็งกำไร เพราะเหตุว่าจำนวนหลายชิ้นถูกใจจบไม่สวยมากแค่ไหนนัก
ซึ่งก่อนจะคุณจะลงทุนในหุ้นตัวไหน คุณควรต้องจำเป็นต้องทราบก่อนว่า หุ้นตัวนั้นประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอะไร รวมทั้งผลที่ได้รับจากการดำเนินงานที่ผ่านมา และเทรนในอนาคตจะออกมาเป็นอย่างไร ข้อมูล คำวิพากษ์วิจารณ์ ข้อมูล ประธาน วิสัยทัศน์ และก็อื่นๆอีกมากมาย ยิ่งรู้แล้วก็เข้าใจในหุ้นหรือบริษัทที่คุณจะลงทุนมากมายก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ดีต่อตัวคุณเอง และที่สำคัญเป็น คุณจำเป็นต้องรู้จักพินิจพิจารณา แล้วหลังจากนั้นก็ประเมินมูลค่าที่แท้จริง เพื่อการหนทางลงทุนได้อย่างเที่ยงตรง ถูก

แนวทางที่ 6 รักษาทุนให้ได้ก่อน

นักลงทุนระดับตำนานของโลก อย่าง วอร์เรน บัฟเฟต เคยกล่าวว่า “กฎการลงทุนมี 2 ข้อ ข้อแรกเป็นอย่าขาดทุน ข้อสองเป็นอย่าลืมกฎข้อแรก” แน่นอนว่าวิธีการลงทุนที่ยอดเยี่ยมหมายคือ“อย่าขาดทุน” ในตอนแรกๆสิ่งที่ควรจำเอาไว้เป็นอย่าพึ่งจะจุดโฟกัสที่กำไรเป็นหลัก แพราะความหวังที่ต้องการจะได้กำไรสูงๆอาจจะทำให้คุณเกิดความมักมาก จนถึงในบางครั้งจะมีผลให้มีการตกลงใจที่ขาดตกบกพร่องได้ ด้วยเหตุนี้ ของที่จำเป็นที่คุณจะต้องถามตัวเองอยู่เสมอซึ่งก็คือ เราสามารถลดการเสี่ยงในการขาดทุนได้อย่างไร?

Author: Jerry Dunn